แม่ค้ามือใหม่ควรรู้ เลือกขนส่งยังไงให้เหมาะกับร้านตัวเอง
05/Nov/2025 03:56 น.

ในยุคที่การขายออนไลน์เติบโตอย่างรวดเร็วผ่านแพลตฟอร์ม Marketplace อย่าง Shopee, Instagram หรือ TikTok Shop ทำให้ธุรกิจออนไลน์มีความได้เปรียบมากขึ้น
และ “การขนส่ง” ก็ถือเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่แม่ค้าไม่ควรมองข้าม เพราะถ้าเลือกขนส่งไม่เหมาะสมกับธุรกิจตัวเอง อาจส่งผลให้ต้นทุนสูงขึ้น เวลาจัดส่งนาน หรือแม้กระทั่งสร้างความไม่พอใจให้กับลูกค้าที่รอรับพัสดุได้เช่นกัน
ดังนั้น Order Plus (ออร์เดอร์พลัส) จะพาพ่อค้า แม่ค้ามือใหม่จนถึงระดับกลางไปดูเทคนิคในการเลือกบริการขนส่งให้เหมาะสมกับร้านของตัวเอง โดยคำนึงทั้ง ต้นทุน, ความรวดเร็ว, การบริการ, และความครอบคลุมพื้นที่เพื่อให้ “บริการจัดส่ง” กลายเป็นจุดแข็งไม่ใช่จุดอ่อนของคุณ
ปัจจัยที่ควรพิจารณาเมื่อเลือกขนส่ง
1. ค่าบริการและโครงสร้างต้นทุน
การส่งพัสดุเป็นหนึ่งในต้นทุนที่ต้องควบคุมหากค่าส่งสูงไปหรือโครงสร้างค่าใช้บริการซับซ้อน อาจกินกำไรมากตามไปด้วย
ดังนั้นเจ้าของธุรกิจควรเปรียบเทียบ ค่าขนส่งทั้งหมดในประเทศไทย ระหว่างผู้ให้บริการ เช่น ไปรษณีย์ไทย, Flash Express, KEX Express, SPX Express, J&T Express, Ninja Van เป็นต้น เพื่อให้ควบคุมต้นทุนและเพิ่มกำไร
คำแนะนำ: เลือกใช้ระบบรวมขนส่งอย่าง Order Plus เพื่อดูราคาทุกเจ้าในที่เดียว
2. ความครอบคลุมพื้นที่จัดส่ง
เดิมทีลูกค้าของทุกร้านไม่ได้อยู่เเค่ในกรุงเทพฯ หรือปริมณฑลเท่านั้น แต่ลูกค้าอาจกระจายอยู่ทั่วทั้งประเทศ ดังนั้นตัวเจ้าของธุรกิจควรเลือกขนส่งที่มีบริการ ส่งพัสดุทั่วประเทศไทย
3. ความรวดเร็วและความน่าเชื่อถือในการจัดส่ง
ผู้ซื้อจะเกิดความคาดหวังว่า “พัสดุต้องถึงเร็วและตรงเวลา” หากคุณจัดส่งสินค้าล่าช้า อาจส่งผลให้เสียโอกาสในการขาย หรือมีผลต่อรีวิวร้าน
ดังนั้นเจ้าของธุรกิจควรเลือกขนส่งที่ จัดส่งพัสดุได้ทันเวลา และมีประวัติการบริการที่เชื่อถือได้ พร้อมระบบติดตามสถานะพัสดุ (Tracking System)
4.ประเภทสินค้าและบริการพิเศษ (เช่น COD / Door-to-Door / ควบคุมอุณหภูมิ)
คุณสมบัติเพิ่มเติมของแต่ละขนส่งสามารถเป็นตัวกำหนดว่าเหมาะกับร้านคุณหรือไม่ เช่น ร้านขายของสด/แช่เย็นจะต้องใช้บริการขนส่งที่รองรับ “Cold Chain” หากร้านใช้ระบบ COD (เก็บเงินปลายทาง) ก็ควรเลือกบริการที่รองรับ COD และมีเงื่อนไขชัดเจน
ดังนั้นเจ้าของธุรกิจควรเลือกขนส่งตามประเภทสินค้า
5. ระบบการติดตามสถานะพัสดุ / บริการหลังการขาย
การที่ผู้ซื้อสามารถตรวจสอบสถานะการจัดส่งได้ จะช่วยเพิ่มความมั่นใจให้ผู้ซื้อ และช่วยลดงานตอบเเชท/ตามพัสดุของตัวเจ้าของธุรกิจเอง
ดังนั้นเจ้าของธุรกิจควรเลือกขนส่งที่มี Online Tracking หรือเลือกใช้ระบบจัดการร้านค้ามาเสริม
เทคนิคการเลือกขนส่งให้เหมาะกับแต่ละแพลตฟอร์ม

แต่ละแพลตฟอร์มการขายของมีลักษณะและความต้องการที่ต่างกัน ดังนั้นควรเลือกบริการขนส่งให้ “ตรงกับ” แพลตฟอร์มนั้น ๆ
สำหรับร้านใน Shopee
มักมีโปรโมชั่นส่งฟรี ข้อได้เปรียบคือสามารถเลือกขนส่งที่เชื่อมต่อกับ Shopee ได้เลย
- เลือกขนส่งที่เชื่อมต่อกับ Shopee โดยตรง เช่น Flash Express / Kerry / ไปรษณีย์ไทย
- พิจารณาค่าใช้จ่ายต่อออเดอร์ เพื่อให้โปรโมชั่น “ส่งฟรี” ไม่กระทบผลกำไร
- เลือกบริการที่จัดส่งตรงเวลาเพื่อเพิ่มคะแนนความน่าเชื่อถือร้าน
สำหรับร้านใน Instagram (IG Shop)
ร้านใน IG มักมีลูกค้าที่มี Emotion สูง (ลูกค้าดูภาพ/วีดิโอแล้วสั่ง) ดังนั้น “ความไว” และ “ความชัดเจน” ในการติดตามพัสดุนั้นสำคัญมาก
- เลือกขนส่งที่มี Drop-off ใกล้ร้าน หรือบริการ Pick-up เพื่ออำนวยความสะดวก
- ร้านแฟชั่นหรือของตกแต่ง ให้เลือกขนส่งที่เน้นความเร็วจัดส่ง
- ของขนาดใหญ่ ให้เลือกพิจารณา SCG Express หรือ Lalamove
สำหรับร้านใน TikTok (Shop หรือ Live ขาย)
ร้านที่ขายผ่าน TikTok มักมีออเดอร์จำนวนมากในช่วงเวลาสั้นๆ (เช่น Flash Sale) ต้องการขนส่งที่จัดการ Volume ได้ดี
- เลือกขนส่งที่รองรับ COD หรือบริการ Cash-on-Delivery ได้ดี เพราะลูกค้าบางส่วนยังสะดวกจ่ายแบบนี้
- ตรวจสอบว่าขนส่งรองรับจัดส่ง “เร็ว” หรือมีตัวเลือกส่งด่วน เพื่อรองรับลูกค้าที่ต้องการได้ของเร็ว
ตัวอย่างบริษัทขนส่งในไทยที่เจ้าของธุรกิจนิยมใช้

- ไปรษณีย์ไทย (Thailand Post): มีสาขาครอบคลุมทั่วประเทศ, ราคาค่าขนส่งเริ่มต้นค่อนข้างต่ำ (สำหรับพัสดุเบา)

- Flash Express: บริการตรงกับร้านค้าออนไลน์ มี Pick-Up และรองรับ COD พร้อมบริการรวดเร็ว

- KEX Express: มีเครือข่ายจุดรับ/ส่งทั่วไทย ข้อได้เปรียบคือความรวดเร็ว
คำแนะนำสำหรับการตัดสินใจเลือก
- รวบรวมรายชื่อบริษัทขนส่งที่ใช้งานได้ในพื้นที่/สำหรับสินค้าของคุณ
- ทำตารางเปรียบเทียบ ได้แก่ ค่าบริการ เวลาในการจัดส่ง รองรับ COD หรือไม่ Drop-off / Pick-up ความครอบคลุมพื้นที่
- เลือก 1-2 บริษัทหลักที่เหมาะกับร้าน แล้วทดลองใช้ (Pilot) ส่งจำนวนหนึ่งก่อน
- เก็บข้อมูลจากการใช้งานจริง เช่น % พัสดุส่งถึงตรงเวลา, % พัสดุตีกลับ, ต้นทุนจริง
- ปรับสัญญาหรือเปลี่ยนบริษัทได้เมื่อผลลัพธ์ไม่เป็นที่น่าพอใจ
บทสรุป
สำหรับเจ้าของธุรกิจในประเทศไทย การเลือกบริษัทขนส่งที่เหมาะสมถือเป็น “หัวใจ” ของการบริการหลังการขายที่ดี ไม่ว่าร้านของคุณจะอยู่บนแพลตฟอร์ม Shopee, IG หรือ TikTok ก็ตามหากเลือกขนส่งได้ตรงกับลักษณะของสินค้า และลูกค้าของคุณ คุณจะได้เปรียบทั้งในเรื่องต้นทุน ความเร็ว และความพึงพอใจของลูกค้าแน่นอน
ดังนั้นการเลือกบริษัทขนส่งที่เหมาะสมถือเป็น “หัวใจ” ของการบริการหลังการขายที่ดี แต่เมื่อร้านของคุณเริ่มเติบโตขึ้น ทั้งการจัดการออเดอร์ การติดตามสถานะพัสดุ และการตอบลูกค้าจากหลายช่องทาง ก็จะเริ่มซับซ้อนตามไปด้วย
นี่คือจุดที่ Order Plus (ออเดอร์พลัส) จะเข้ามาช่วยเสริมได้อย่างลงตัว ด้วยระบบที่รวมทุกการจัดการไว้ในที่เดียวตั้งแต่รวมแชทของลูกค้าไปจนถึง ระบบจัดการออเดอร์ พร้อมการแจ้งเตือนสถานะพัสดุอัตโนมัติช่วยให้พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ทำงานง่ายขึ้น ลดความผิดพลาด และดูแลลูกค้าได้อย่างมืออาชีพ
เพราะเมื่อ “ขนส่งดี + ระบบหลังบ้านดี” = ลูกค้าของคุณก็จะได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุด
อ้างอิง
บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน)




