คิดคอมมิชชันยังไง เจ้าของธุรกิจไม่เจ็บตัว
16/Jun/2025 10:08 น.

การตั้งค่าคอมมิชชั่นให้กับพนักงานขายเป็นศิลปะที่ต้องสร้างความสมดุลระหว่างการจูงใจพนักงานให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ และการรักษาผลกำไรของธุรกิจให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม การตั้งค่าคอมมิชชั่นที่ผิดพลาดอาจส่งผลให้ธุรกิจเสียผลกำไร หรือพนักงานขายขาดแรงจูงใจในการทำงาน
หลักการพื้นฐานในการคิดค่าคอมมิชชั่น
การคิดค่าคอมมิชชั่นที่เหมาะสมต้องพิจารณาจากกำไรขั้นต้นของสินค้าหรือบริการเป็นหลัก โดยหลักการพื้นฐานที่ธุรกิจส่วนใหญ่ใช้คือ การจ่ายค่าคอมมิชชั่นเป็นสัดส่วนของกำไรขั้นต้น ไม่ใช่ยอดขายทั้งหมด
การคำนวณตามกำไรขั้นต้น
อัตราค่าคอมมิชชั่นที่แนะนำตามระดับกำไรขั้นต้น:
- กำไรขั้นต้น 10-25%: ค่าคอมมิชชั่น 3% ของยอดขาย
- กำไรขั้นต้น 26-40%: ค่าคอมมิชชั่น 5% ของยอดขาย
- กำไรขั้นต้น 40-50%: ค่าคอมมิชชั่น 7% ของยอดขาย
หลักการนี้ช่วยให้เจ้าของธุรกิจมั่นใจได้ว่าจะยังคงมีกำไรเหลือหลังจากจ่ายค่าคอมมิชชั่นแล้ว
รูปแบบการจ่ายค่าคอมมิชชั่นที่นิยม
1. Commission แบบอัตราคงที่
เป็นการจ่ายค่าคอมมิชชั่นในอัตราที่คงที่ ไม่ว่ายอดขายจะเป็นเท่าไรก็ตาม เช่น จ่าย 5% ของยอดขายทุกครั้ง
2. Commission แบบขั้นบันได
เป็นการจ่ายค่าคอมมิชชั่นที่เพิ่มขึ้นตามยอดขาย เช่น:
- ยอดขายตั้งแต่ 0-100,000 บาท ค่าคอมมิชชั่น 5%
- ยอดขาย 100,001-200,000 บาท ค่าคอมมิชชั่น 10%
- ยอดขายเกิน 200,000 บาท ค่าคอมมิชชั่น 15%
3. Commission แบบผสม
เป็นการรวมเงินเดือนพื้นฐานกับค่าคอมมิชชั่น ช่วยให้พนักงานมีรายได้ประจำและแรงจูงใจในการขาย
การพิจารณาปัจจัยเพิ่มเติม
ต้นทุนการขาย
นอกจากต้นทุนสินค้าแล้ว ยังต้องคิดรวมต้นทุนอื่นๆ เช่น:
- ค่าใช้จ่ายในการตลาด
- ค่าขนส่ง
- ค่าบริการหลังการขาย
- ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน
ประเภทของสินค้า
สินค้าที่มีมูลค่าสูงหรือต้องใช้ความเชี่ยวชาญในการขายมาก อาจจ่ายค่าคอมมิชชั่นในอัตราที่สูงกว่าสินค้าทั่วไป
ความยากง่ายในการขาย
สินค้าหรือบริการที่ขายยากหรือต้องใช้เวลานาน อาจต้องจ่ายค่าคอมมิชชั่นสูงกว่าเพื่อเป็นการชดเชยความพยายาม
แนวทางปฏิบัติที่ดี
1. วิเคราะห์กำไรขั้นต้นอย่างละเอียด
ก่อนตั้งอัตราค่าคอมมิชชั่น ต้องคำนวณกำไรขั้นต้นของแต่ละผลิตภัณฑ์อย่างถูกต้อง รวมถึงต้นทุนทั้งหมดที่เกี่ยวข้อง
2. ทดสอบและปรับปรุง
เริ่มต้นด้วยอัตราที่อนุรักษ์นิยม แล้วค่อยปรับตามประสิทธิภาพของพนักงานและผลกำไรของธุรกิจ
3. สร้างความโปร่งใส
อธิบายระบบค่าคอมมิชชั่นให้พนักงานเข้าใจชัดเจน รวมถึงเกณฑ์การคำนวณและเงื่อนไขต่างๆ
4. ติดตามผลอย่างสม่ำเสมอ
ตรวจสอบผลกระทบของระบบค่าคอมมิชชั่นต่อกำไรของธุรกิจและความพึงพอใจของพนักงานเป็นประจำ
ตัวอย่างการคำนวณในทางปฏิบัติ
สมมติธุรกิจขายเครื่องใช้ไฟฟ้า:
- ราคาขาย: 10,000 บาท
- ต้นทุนสินค้า: 7,000 บาท
- กำไรขั้นต้น: 3,000 บาท (30%)
ตามหลักการข้างต้น ควรจ่ายค่าคอมมิชชั่นที่ 5% ของยอดขาย = 500 บาท ทำให้เหลือกำไรสุทธิ 2,500 บาท (25% ของยอดขาย)
ข้อผิดพลาดที่ควรหลีกเลี่ยง
1. จ่ายค่าคอมมิชชั่นจากยอดขายโดยไม่คิดกำไร
การจ่ายค่าคอมมิชชั่นเปอร์เซ็นต์คงที่จากยอดขายทั้งหมด โดยไม่พิจารณากำไรของแต่ละสินค้า อาจทำให้ธุรกิจขาดทุนในบางรายการ
2. ตั้งอัตราสูงเกินไปตั้งแต่เริ่มต้น
การจ่ายค่าคอมมิชชั่นสูงเกินไปอาจกระตุ้นการขายในระยะสั้น แต่อาจส่งผลเสียต่อกำไรในระยะยาว
3. ไม่มีการทบทวนระบบ
ระบบค่าคอมมิชชั่นควรได้รับการทบทวนและปรับปรุงเป็นประจำตามสถานการณ์ของธุรกิจ
บทสรุป
การตั้งค่าคอมมิชชั่นที่เหมาะสมต้องสร้างความสมดุลระหว่างการจูงใจพนักงานและการรักษากำไรของธุรกิจ หลักการสำคัญคือการคิดจากกำไรขั้นต้นเป็นฐาน พร้อมทั้งพิจารณาปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง การทดสอบและปรับปรุงอย่างต่อเนื่องจะช่วยให้พบจุดสมดุลที่เหมาะสมที่สุดสำหรับธุรกิจของคุณ
หากต้องการระบบที่จะช่วยคำนวณยอดขาย และจัดการเรื่องค่าคอมมิชชั่นของพนักงาน โดยสรุปยอดขายของเซลล์ หรือแอดมินเป็นรายบุคคลให้อัตโนมัติอย่าง Order Plus ระบบจัดการร้านค้าออนไลน์ ช่วยให้คำนวณค่าคอมมิชชั่นได้อย่างแม่นยำ ประหยัดเวลาจัดการค่าคอมมิชชั่น และเห็นภาพรวมการทำงานของพนักงาน



