ขายของออนไลน์ต้องเสียภาษีไหม เรื่องที่ควรรู้ ก่อนโดนปรับโดยไม่รู้ตัว
23/Jan/2026 06:39 น.
ปัจจุบันการขายของออนไลน์กลายเป็นอาชีพหลักและอาชีพเสริมของคนไทยจำนวนมาก
ไม่ว่าจะขายผ่าน Facebook, Instagram, TikTok Shop, Shopee หรือ Lazada
แต่สิ่งหนึ่งที่แม่ค้า–พ่อค้าออนไลน์หลายคนมักมองข้าม คือ “เรื่องภาษี”
หลายคนยังเข้าใจผิดว่า
“ขายออนไลน์รายย่อย ไม่ต้องเสียภาษีก็ได้”
“ถ้ายังไม่ได้จดบริษัท กรมสรรพากรคงไม่รู้”
ความจริงแล้ว รายได้จากการขายออนไลน์ถือเป็นรายได้ที่ต้องเสียภาษีตามกฎหมายไทย และหากไม่จัดการให้ถูกต้อง อาจมีผลตามมามากกว่าที่คิด
ทำไมร้านค้าออนไลน์ต้องเสียภาษี?
ตามกฎหมายไทย รายได้ทุกประเภทที่เกิดขึ้นในประเทศ ต้องนำมาคำนวณภาษีเงินได้ ไม่ว่าจะเป็นรายได้จากงานประจำ งานอิสระ หรือการขายสินค้าออนไลน์
การขายของออนไลน์จึงถือเป็น
“รายได้จากการประกอบกิจการ”
ซึ่งถือว่าอยู่ภายใต้การดูแลของ กรมสรรพากร
ปัจจุบันแพลตฟอร์มออนไลน์และธุรกรรมทางการเงินมีความโปร่งใสมากขึ้น ทั้งระบบโอนเงิน บัญชีร้านค้า และข้อมูลจากแพลตฟอร์ม E-Commerce ต่าง ๆ ทำให้ภาครัฐสามารถตรวจสอบรายได้ย้อนหลังได้ง่ายกว่าเดิม
ถ้าไม่เสียภาษี หรือไม่ยื่นภาษี จะเกิดอะไรขึ้น?
หากร้านค้าออนไลน์ ไม่ยื่นภาษี หรือยื่นไม่ครบถ้วน อาจเจอผลกระทบดังนี้
❌ 1. โดนเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม
- ค่าปรับกรณีไม่ยื่นแบบภาษี
- เงินเพิ่มจากการค้างชำระภาษี (คิดเป็นรายเดือน)
❌ 2. ถูกตรวจสอบย้อนหลัง
กรมสรรพากรสามารถเรียกตรวจสอบรายได้ย้อนหลังหลายปี
หากพบว่าเคยมีรายได้แต่ไม่ยื่นภาษี อาจต้องจ่ายภาษีย้อนหลังพร้อมค่าปรับ
❌ 3. กระทบความน่าเชื่อถือของร้าน
สำหรับร้านที่อยากเติบโต
- จดบริษัท
- ขอสินเชื่อ
- ทำงานร่วมกับแบรนด์ใหญ่
การไม่มีประวัติการเสียภาษีที่ถูกต้อง อาจทำให้โอกาสเหล่านี้หายไป
ร้านค้าออนไลน์ต้องเสียภาษีอะไรบ้าง?
1. ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
แม่ค้า–พ่อค้าออนไลน์ที่ขายในนามบุคคล
ต้องนำ รายได้สุทธิ (รายได้ – ค่าใช้จ่าย) ไปยื่นภาษี
- ยื่นครึ่งปี: ภ.ง.ด.94
- ยื่นประจำปี: ภ.ง.ด.90
ไม่จำเป็นต้องขายได้กำไรเยอะ แค่ “มีรายได้” ก็ต้องยื่น
2. ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)
หากร้านค้าออนไลน์มี รายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี จำเป็นต้อง
- จดทะเบียน VAT
- เรียกเก็บ VAT 7% จากลูกค้า
- ยื่นภาษี VAT รายเดือน
ร้านที่เติบโตเร็วควรจับตายอดขายตรงนี้ให้ดี เพื่อไม่พลาดการจด VAT
วิธีจัดการภาษีร้านค้าออนไลน์
1. แยกบัญชีรายรับ–รายจ่ายให้ชัดเจน
ควรแยกบัญชีส่วนตัวกับบัญชีร้านค้าเพื่อให้เห็นรายได้จริง และคำนวณภาษีได้ง่าย
2. บันทึกยอดขายและค่าใช้จ่ายสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็น
- ค่าสินค้า
- ค่าขนส่ง
- ค่ากล่อง
- ค่าแพ็กของ
ค่าใช้จ่ายเหล่านี้สามารถนำมาหักภาษีได้
3. ใช้ระบบช่วยจัดการร้านค้า การมีระบบที่ช่วย
- สรุปยอดขาย
- บันทึกออเดอร์
- แยกช่องทางขาย
จะช่วยให้การเตรียมข้อมูลภาษีง่ายขึ้นมาก เช่นระบบ Order Plus (ออเดอร์พลัส) ระบบจัดการร้านค้าออนไลน์ที่จะช่วยทำให้ร้านค้าเห็นภาพรวมยอดขายอย่างชัดเจน ลดความผิดพลาดในการคำนวณรายได้เหมาะกับร้านค้าที่อยากจัดการร้านค้าให้เป็นระบบตั้งแต่เริ่มต้น
ขายออนไลน์ให้โต
ต้องคิดเรื่องภาษีตั้งแต่วันนี้
การเสียภาษีไม่ใช่เรื่องน่ากลัวแต่เป็น เรื่องพื้นฐานสำคัญของการทำธุรกิจ
หากร้านค้าออนไลน์
- วางระบบรายรับรายจ่ายตั้งแต่แรก
- ยื่นภาษีอย่างถูกต้อง
- ใช้เครื่องมือช่วยจัดการร้านอย่าง Order Plus
จะช่วยให้ร้านเติบโตได้อย่างมั่นใจ
ไม่ต้องกังวลเรื่องการตรวจสอบย้อนหลัง
และพร้อมต่อยอดสู่การเป็นธุรกิจที่แข็งแรงในอนาคต
แหล่งอ้างอิง




