ขายของออนไลน์ต้องเสียภาษีไหม เรื่องที่ควรรู้ ก่อนโดนปรับโดยไม่รู้ตัว

ปัจจุบันการขายของออนไลน์กลายเป็นอาชีพหลักและอาชีพเสริมของคนไทยจำนวนมาก 
ไม่ว่าจะขายผ่าน Facebook, Instagram, TikTok Shop, Shopee หรือ Lazada 
แต่สิ่งหนึ่งที่แม่ค้า–พ่อค้าออนไลน์หลายคนมักมองข้าม คือ “เรื่องภาษี”

หลายคนยังเข้าใจผิดว่า

“ขายออนไลน์รายย่อย ไม่ต้องเสียภาษีก็ได้”
“ถ้ายังไม่ได้จดบริษัท กรมสรรพากรคงไม่รู้”

ความจริงแล้ว รายได้จากการขายออนไลน์ถือเป็นรายได้ที่ต้องเสียภาษีตามกฎหมายไทย และหากไม่จัดการให้ถูกต้อง อาจมีผลตามมามากกว่าที่คิด

ทำไมร้านค้าออนไลน์ต้องเสียภาษี?

ตามกฎหมายไทย รายได้ทุกประเภทที่เกิดขึ้นในประเทศ ต้องนำมาคำนวณภาษีเงินได้ ไม่ว่าจะเป็นรายได้จากงานประจำ งานอิสระ หรือการขายสินค้าออนไลน์

การขายของออนไลน์จึงถือเป็น

“รายได้จากการประกอบกิจการ”
ซึ่งถือว่าอยู่ภายใต้การดูแลของ กรมสรรพากร

ปัจจุบันแพลตฟอร์มออนไลน์และธุรกรรมทางการเงินมีความโปร่งใสมากขึ้น ทั้งระบบโอนเงิน บัญชีร้านค้า และข้อมูลจากแพลตฟอร์ม E-Commerce ต่าง ๆ ทำให้ภาครัฐสามารถตรวจสอบรายได้ย้อนหลังได้ง่ายกว่าเดิม

ถ้าไม่เสียภาษี หรือไม่ยื่นภาษี จะเกิดอะไรขึ้น?

หากร้านค้าออนไลน์ ไม่ยื่นภาษี หรือยื่นไม่ครบถ้วน อาจเจอผลกระทบดังนี้

1. โดนเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม

  • ค่าปรับกรณีไม่ยื่นแบบภาษี
  • เงินเพิ่มจากการค้างชำระภาษี (คิดเป็นรายเดือน)

2. ถูกตรวจสอบย้อนหลัง

กรมสรรพากรสามารถเรียกตรวจสอบรายได้ย้อนหลังหลายปี
หากพบว่าเคยมีรายได้แต่ไม่ยื่นภาษี อาจต้องจ่ายภาษีย้อนหลังพร้อมค่าปรับ

3. กระทบความน่าเชื่อถือของร้าน

สำหรับร้านที่อยากเติบโต

  • จดบริษัท
  • ขอสินเชื่อ
  • ทำงานร่วมกับแบรนด์ใหญ่

การไม่มีประวัติการเสียภาษีที่ถูกต้อง อาจทำให้โอกาสเหล่านี้หายไป

ร้านค้าออนไลน์ต้องเสียภาษีอะไรบ้าง?

1. ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

แม่ค้า–พ่อค้าออนไลน์ที่ขายในนามบุคคล
ต้องนำ รายได้สุทธิ (รายได้ – ค่าใช้จ่าย) ไปยื่นภาษี

  • ยื่นครึ่งปี: ภ.ง.ด.94
  • ยื่นประจำปี: ภ.ง.ด.90

ไม่จำเป็นต้องขายได้กำไรเยอะ แค่ “มีรายได้” ก็ต้องยื่น

2. ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)

หากร้านค้าออนไลน์มี รายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี จำเป็นต้อง

  • จดทะเบียน VAT
  • เรียกเก็บ VAT 7% จากลูกค้า
  • ยื่นภาษี VAT รายเดือน

ร้านที่เติบโตเร็วควรจับตายอดขายตรงนี้ให้ดี เพื่อไม่พลาดการจด VAT

วิธีจัดการภาษีร้านค้าออนไลน์

1. แยกบัญชีรายรับ–รายจ่ายให้ชัดเจน

ควรแยกบัญชีส่วนตัวกับบัญชีร้านค้าเพื่อให้เห็นรายได้จริง และคำนวณภาษีได้ง่าย

2. บันทึกยอดขายและค่าใช้จ่ายสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็น

  • ค่าสินค้า
  • ค่าขนส่ง
  • ค่ากล่อง
  • ค่าแพ็กของ

ค่าใช้จ่ายเหล่านี้สามารถนำมาหักภาษีได้

3. ใช้ระบบช่วยจัดการร้านค้า การมีระบบที่ช่วย

  • สรุปยอดขาย
  • บันทึกออเดอร์
  • แยกช่องทางขาย

จะช่วยให้การเตรียมข้อมูลภาษีง่ายขึ้นมาก เช่นระบบ Order Plus (ออเดอร์พลัส) ระบบจัดการร้านค้าออนไลน์ที่จะช่วยทำให้ร้านค้าเห็นภาพรวมยอดขายอย่างชัดเจน ลดความผิดพลาดในการคำนวณรายได้เหมาะกับร้านค้าที่อยากจัดการร้านค้าให้เป็นระบบตั้งแต่เริ่มต้น

ขายออนไลน์ให้โต 
ต้องคิดเรื่องภาษีตั้งแต่วันนี้

การเสียภาษีไม่ใช่เรื่องน่ากลัวแต่เป็น เรื่องพื้นฐานสำคัญของการทำธุรกิจ

หากร้านค้าออนไลน์

  • วางระบบรายรับรายจ่ายตั้งแต่แรก
  • ยื่นภาษีอย่างถูกต้อง
  • ใช้เครื่องมือช่วยจัดการร้านอย่าง Order Plus

จะช่วยให้ร้านเติบโตได้อย่างมั่นใจ
ไม่ต้องกังวลเรื่องการตรวจสอบย้อนหลัง
และพร้อมต่อยอดสู่การเป็นธุรกิจที่แข็งแรงในอนาคต


 แหล่งอ้างอิง


แนะนำ 4 ปัจจัยที่จะกำหนดว่าคุณจะขายสินค้าได้หรือไม่!

ณ ปัจจุบันการขายของออนไลน์นั้น ถือว่าได้รับความนิยมอย่างมาก ลองสังเกตจากการเกิดร้านค้าออนไลน์ใหม่ ๆ ขึ้นมากมาย อย่างไรก็ดี เชื่อว่าทุกท่านอาจมีความกังวล กลัวว่าลงทุนไปแล้วจะไม่สำเร็จลุล่วงอย่างที่หวังไว้ ดังนั้น สิ่งสำคัญที่อยากให้ทุกๆท่านจำไว้ก่อนจะเลือกของมาขายก็คือ “ต้องมีความรู้ ความเข้าใจในการตลาดบนโลกออนไลน์และต้องใช้เครื่องมือต่าง ๆ ให้เป็น”
16/ม.ค./2023 16:46 น.

6 เทคนิคการปิดการขาย สำหรับคนขายของออนไลน์เพื่อเพิ่มยอดขายให้มากขึ้น

การปิดการขายสำคัญมากสำหรับคนขายของออนไลน์ นอกจากจะขายสินค้าได้มากขึ้นแล้ว อาจจะมัดใจลูกค้าให้ซื้อซ้ำได้อีกด้วย โดยระบบหลังบ้าน Order Plus
31/ม.ค./2023 09:52 น.

10 เทรนด์ การยิงแอด Facebook ในปี 2023 โดย ระบบหลังบ้าน Order Plus

การคาดการณ์การยิงแอด Facebook ในปี 2023 เพื่อเป็นแนวทางในการวิเคราะห์แนวโน้มในการขายสินค้าและทำการตลาดผ่านทาง Facebook ต่อไป
07/ก.พ./2023 10:20 น.